วันพุธ, กรกฎาคม 8, 2026
spot_imgspot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกAuto Newsเปิด 5 อันดับ “อะไหล่รถกระบะบรรทุก” พังบ่อยที่สุด จุดเริ่มต้นของต้นทุนหลักแสนที่เจ้าของรถส่วนใหญ่มองข้าม

เปิด 5 อันดับ “อะไหล่รถกระบะบรรทุก” พังบ่อยที่สุด จุดเริ่มต้นของต้นทุนหลักแสนที่เจ้าของรถส่วนใหญ่มองข้าม

-

ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจอะไหล่เตือน รถสร้างรายได้วันละหมื่น อาจต้องจอดยาวเพราะค่าซ่อมหลักแสน              หากยังใช้วิธี “รอพังก่อนค่อยซ่อม” พร้อมเปิดพฤติกรรมการใช้งานที่ทำให้อะไหล่เสื่อมเร็วกว่าปกติหลายเท่า

ในวันที่ผู้ประกอบการขนส่งต้องเผชิญทั้งต้นทุนน้ำมัน ค่าแรง และการแข่งขันด้านราคา “ค่าซ่อมรถ” กำลังกลายเป็นต้นทุนเงียบที่หลายธุรกิจมองข้าม โดยเฉพาะรถกระบะบรรทุกซึ่งเป็นเครื่องมือทำมาหากินของผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากหลายคันยังถูกใช้งานหนัก บรรทุกเกินพิกัด และไม่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างถูกวิธี จนความเสียหายเล็ก ๆ ลุกลามเป็นค่าซ่อมหลักแสน และทำให้รถต้องหยุดวิ่ง สูญเสียโอกาสสร้างรายได้โดยไม่รู้ตัว

ที่น่าสนใจคือ ความเสียหายจำนวนไม่น้อยไม่ได้เกิดจากอายุการใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากพฤติกรรมการใช้งานการบรรทุกเกินพิกัด และการซ่อมบำรุงที่ไม่ถูกวิธี ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในรถกระบะเชิงพาณิชย์ทั่วประเทศ

 

สิ่งที่น่าเสียดายคือ เจ้าของรถจำนวนมากไม่ได้เสียเงินเพราะอะไหล่แพง แต่เสียเงินเพราะปล่อยให้รถพังจนลุกลาม” วีรวัฒน์ มนัสภากร หรือ “เฮียวี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ห่อใหญ่ อะไหล่ยนต์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายอะไหล่ช่วงล่างรถกระบะแบรนด์ V Force กล่าว พร้อมอธิบายว่า จากประสบการณ์ทำงานกับผู้ประกอบการขนส่งและอู่ซ่อมทั่วประเทศ พบว่าความเสียหายส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ หากเจ้าของรถเข้าใจสาเหตุของการสึกหรอและวางแผนบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม

5 จุดเสี่ยงที่เจ้าของรถกระบะบรรทุกควรตรวจเช็กก่อน “รถหาเงิน” จะกลายเป็น “รถกินเงิน”

จากประสบการณ์การดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนาน ทำให้พบ 5 จุดเสี่ยงที่เจ้าของรถเชิงพาณิชย์ควรจับตา ก่อนบานปลายเป็นค่าซ่อมหลักแสน

1
1.ระบบช่วงล่าง : หนักเกิน = เสียเร็ว

ระบบช่วงล่างยังคงเป็นชิ้นส่วนที่เสียหายมากที่สุดของรถกระบะเชิงพาณิชย์ ทั้งแร็กพวงมาลัย ปีกนก เพลาขับ แหนบบรรทุก และเพลาท้าย สาเหตุสำคัญไม่ได้เกิดจากคุณภาพอะไหล่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการใช้งานที่เกินขีดจำกัดของรถช่วงล่างไม่ได้เสียเพราะวิ่งเยอะ แต่เสียเพราะรับน้ำหนักมากเกินกว่าที่ถูกออกแบบไว้ แม้รถกระบะส่วนใหญ่จะออกแบบให้รองรับน้ำหนักบรรทุกประมาณ 1-1.5 ตัน แต่ในความเป็นจริง รถขนส่งจำนวนไม่น้อยต้องรับน้ำหนัก 3-5 ตัน และบางกรณีสูงถึง 7 ตัน เมื่อประกอบกับสภาพถนนที่มีหลุมบ่อและพื้นผิวขรุขระ ทำให้ระบบช่วงล่างต้องรับแรงกระแทกมากกว่าปกติส่งผลให้อายุการใช้งานสั้นลงและเกิดความเสียหายเร็วกว่าที่ควร

กลับ
- Advertisment -

Must Read