กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 29 มิถุนายน 2569 – ในโลกยานยนต์ การกำหนด ‘สีฮีโร่’ (Hero Color) คือกลยุทธ์สำคัญในการสร้างภาพจำและดึงดูดสายตาผู้คนตั้งแต่แรกเห็น แต่สำหรับ ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค สีส้มอันเป็นเอกลักษณ์ไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาดที่ถูกวางไว้ล่วงหน้าเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวคิดด้านการออกแบบที่ต่อยอดจากบริบทของรถในขณะนั้น ก่อนจะหลอมรวมกลายเป็นดีเอ็นเอที่แฟนๆ ฟอร์ดทั่วโลกรู้จักและจดจำได้ดี

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2009 ฟอร์ดเปิดตัว เรนเจอร์ ไวลด์แทรค รุ่นใหม่ที่มาพร้อมรูปลักษณ์สปอร์ตและฟีเจอร์ระดับพรีเมียม ที่เขย่าวงการกระบะในขณะนั้น โดยมีสีน้ำเงิน ‘Winning Blue’ เป็นสีฮีโร่ชูโรง ตัดกับโลโก้ ‘Wildtrak’ สีส้มสะดุดตา ที่ช่วยเสริมภาพจำได้อย่างชัดเจน ต่อมาเมื่อทิศทางด้านสีของฟอร์ดมีการพัฒนา ทีมออกแบบได้รับโจทย์ให้สร้างสรรค์สีฮีโร่ใหม่สำหรับรถรุ่นที่จะเปิดตัวในปี 2011 เพื่อสืบต่อเอกลักษณ์ของไวลด์แทรคในรูปแบบใหม่ที่ยังคงความโดดเด่นเช่นเดิม
คริสต้า ลินเด็กเกอร์ (Krista Lindegger) นักออกแบบสีและวัสดุของ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี เล่าถึงช่วงเวลาอันเข้มข้นนั้นว่า ทีมงานต้องเดินทางเสาะแสวงหาแรงบันดาลใจและเทรนด์จากทั่วโลก ทั้งจากวงการแฟชั่น สถาปัตยกรรม และเทคโนโลยี พวกเขาใช้เวลาหลายร้อยชั่วโมงในการจำลองภาพดิจิทัลเพื่อดูการตกกระทบของแสงบนเส้นสายตัวรถ และทำงานร่วมกับทีมวิศวกรอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่า สีใหม่นี้จะไม่เพียงแค่สวยงาม แต่ต้องทนทานต่อแสงแดดและรังสียูวีได้อย่างดีเยี่ยม

ในช่วงเวลาของการค้นหาคำตอบ ทีมออกแบบได้พบแรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็กๆ ที่ไม่มีใครคาดคิด นั่นคือ ‘สติกเกอร์โลโก้สีส้ม’ บนกระบะท้ายของรถรุ่นปี 2009 เมื่อใช้สีน้ำเงินไม่ได้ ทีมออกแบบจึงตัดสินใจเปลี่ยนมาเล่นกับโทนสีส้มของโลโก้แทน จนกำเนิดเป็นสีส้ม ‘Chilli Orange’ ที่จัดจ้านและเปี่ยมด้วยพลัง

เมื่อไอเดียสีส้มเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย ในปี 2012 ฟอร์ด ประเทศไทย ได้นำ ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค สีส้ม Chilli Orange เข้ามาเปิดตัวอย่างเป็นทางการ สีส้มไม่ได้เป็นเพียงสีทางเลือกใหม่ แต่นี่คือการสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ที่ทำให้ฟอร์ดกลายเป็น ‘ผู้บุกเบิกกระบะสีส้มเจ้าแรกในไทย’ ฉีกทุกกฎเกณฑ์เดิมๆ ของตลาดกระบะที่เคยมีแต่สีขาว ดำ เทา และเงิน จนกลายเป็น ปรากฏการณ์สีส้ม ที่สั่นสะเทือนวงการรถกระบะไทย และครองใจผู้ใช้รถชาวไทยมานานกว่าทศวรรษ ผ่านการเดินทางและวิวัฒนาการของเฉดสีที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ดังนี้
- ปี 2012 Chilli Orange: สีส้มแรกเริ่มที่จุดกระแสความร้อนแรงในไทย
- ปี 2015 Pride Orange: ปรับโทนให้สว่างและสง่างามยิ่งขึ้น พร้อมการอัปเกรดเทคโนโลยีความปลอดภัยเพื่อการขับขี่ในรถกระบะ
- ปี 2018 Sabre Orange: สีส้มสปอร์ตเข้มข้น รับกับการปรับโฉมครั้งใหญ่ ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยวและเทอร์โบคู่
- ปี 2022 Luxe Yellow: สีเหลืองอมส้มสุดพรีเมียมของ ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค เจเนอเรชั่นใหม่ (Next-Gen Ranger Wildtrak) ส่งผลให้ยอดขายของฟอร์ด เรนเจอร์ ก้าวขึ้นเป็นรถกระบะที่มียอดขายสูงที่สุดเป็นอันดับ 3
- ล่าสุดปี 2026 Ignite Orange: สีส้มเฉดใหม่ที่เจิดจรัส สว่างขึ้น และกลับมาเน้นโทนสีส้มที่ทรงพลังอีกครั้ง ใน ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค-เอ็กซ์ ทั้งเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร วี 6 และเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบจับคู่เกียร์อัตโนมัต 10 สปีด ทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ

แม้เฉดสีจะปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่โทนสีส้ม-เหลืองก็ยังคงอยู่ในสายเลือดของไวลด์แทรคเสมอมา หากย้อนกลับไปดูรถต้นแบบ ‘Ranger Max Concept’ ในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ ปี 2008 (ซึ่งเป็นต้นแบบของไวลด์แทรค) ตัวรถก็ถูกพ่นด้วยสีเหลืองอมส้มที่ชื่อว่า ‘Mango Hit’ อยู่แล้ว

ความใส่ใจนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ภายนอก ทีมออกแบบได้ดึงเอา ‘สีฮีโร่’ นี้เข้าไปแต่งแต้มภายในห้องโดยสารอย่างประณีต ไม่ว่าจะเป็นการเดินด้ายเย็บตะเข็บเบาะ คอนโซลหน้า และขอบเกียร์ เพื่อมอบประสบการณ์ดีไซน์ที่ไร้รอยต่อ ตั้งแต่วินาทีแรกที่มองเห็นจากภายนอก ไปจนถึงตอนที่เข้าไปนั่งควบคุมอยู่หลังพวงมาลัย

ทีมออกแบบเปิดเผยว่า ทุกครั้งที่เริ่มพัฒนาไวลด์แทรครุ่นใหม่ พวกเขามักจะเลือกโทนสีน้ำเงินหรือสีเขียวขึ้นมาหารือกันเสมอ แต่สุดท้าย… ทุกอย่างก็ต้องหมุนวนกลับมาจบที่โทนสีส้ม-เหลืองนี้ทุกครั้ง เพราะนี่คือเฉดสีที่เมื่อนำไปทดสอบกับกลุ่มลูกค้าแล้ว ไม่มีใครยอมปล่อยให้มันหายไปได้เลยจริงๆ
จากแนวคิดด้านการออกแบบที่ต่อยอดจากบริบทของรถในขณะนั้น วันนี้ได้กลายเป็น ‘อัตลักษณ์’ และ ‘ดีเอ็นเอ’ ที่สมบูรณ์แบบของ ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค ที่ลูกค้าทั่วโลกและในประเทศไทยเฝ้ารอคอยอย่างแท้จริง

