
ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมงาน Forbes Global CEO Conference 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7–8 ตุลาคม 2569 ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยงานครั้งนี้รวบรวมผู้นำและผู้บริหารระดับสูงกว่า 450 คนจากทั่วโลก ภายใต้ธีม “Speed of Change” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายการค้าระหว่างประเทศ
ภายในงาน ดร.ฮาราลด์ร่วมเสวนาในหัวข้อ “Power Play” เพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์เกี่ยวกับความยืดหยุ่นของระบบโครงข่ายไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงาน ท่ามกลางความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า และการย้ายฐานการผลิต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ด้านพลังงานทั่วโลก รวมถึงสร้างโจทย์ใหม่ให้ประเทศไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล
ดร.ฮาราลด์กล่าวว่า โลกมีทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ความท้าทายสำคัญคือการเชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาระบบพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพและรองรับความต้องการใช้พลังงานในอนาคต
“วันนี้ความท้าทายที่แท้จริงของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ใช่เรื่องของความขาดแคลน แต่คือการผสานองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันได้”
สำหรับ บี.กริม เพาเวอร์ บริษัทนำประสบการณ์ด้านการผลิตไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรมมาประยุกต์ใช้ร่วมกับความเชี่ยวชาญในการพัฒนาและบริหารจัดการระบบสมาร์ทไมโครกริด (Smart Microgrid) และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อช่วยสร้างสมดุลระหว่างความต้องการใช้พลังงานกับความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ตลอดจนสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับปรัชญาการดำเนินธุรกิจของ บี.กริม เพาเวอร์ “สร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี” (Empowering the World Compassionately) ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นหลักการที่ยึดถือมาตลอด 148 ปี

เพื่อรองรับความต้องการใช้บริการ AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บี.กริม เพาเวอร์ตั้งเป้าลงทุนในโครงการศูนย์ข้อมูล (Data Center) รวมกำลังการผลิตกว่า 300 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 โดยร่วมมือกับพันธมิตรจากต่างประเทศ
นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการ Data Center ใหม่ในต่างประเทศ หรือ Greenfield Project โดยพิจารณาตลาดที่มีศักยภาพ อาทิ มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอิตาลี เพื่อรองรับความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ
การขยายการลงทุนเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันในตลาด Data Center ของประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากผู้ประกอบการในประเทศและบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ซึ่งเดินหน้าลงทุนในศูนย์ข้อมูลและระบบคลาวด์เพื่อรองรับการเติบโตของ AI และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์จากภาครัฐเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน AI ของภูมิภาค
นอกเหนือจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล บี.กริม เพาเวอร์ยังเดินหน้าขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติในระยะยาว
บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่า 50% ภายในปี 2573 พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมเป็น 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปีเดียวกัน โดยมุ่งขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อสร้างโอกาสในการลงทุนและต่อยอดการเติบโตในตลาดพลังงาน
ขณะเดียวกัน บี.กริม เพาเวอร์กำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 สะท้อนทิศทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งผสานการเติบโตของพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเข้ากับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานที่ยั่งยืนในระยะยาว

