
กรุงเทพฯ 18 กันยายน 2569 – บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด เพื่อศึกษาและทดสอบการใช้งานรถบรรทุกไฟฟ้าในภารกิจขนส่งของไปรษณีย์ไทย โดยโครงการจะเก็บข้อมูลด้านประสิทธิภาพการใช้งาน ต้นทุน และความเหมาะสมในการนำรถบรรทุกไฟฟ้ามาใช้ในงานขนส่งเชิงพาณิชย์ รวมถึงศึกษาความต้องการด้านสถานีชาร์จสำหรับรถเพื่อการพาณิชย์
ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุม 3 ส่วน ได้แก่ ซีพี โฟตอน สนับสนุนรถบรรทุกไฟฟ้าสำหรับการทดสอบ ไปรษณีย์ไทยนำรถไปใช้งานในเส้นทางขนส่งจริง และ OR สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จผ่านเครือข่าย EV Station PluZ
ข้อมูลจากการทดสอบจะถูกนำมาพิจารณาทั้งด้านพฤติกรรมการใช้งาน สภาพเส้นทาง สมรรถนะของรถ และการใช้พลังงาน เพื่อประเมินความเหมาะสมของรถบรรทุกไฟฟ้ากับรูปแบบการขนส่งของไปรษณีย์ไทย รวมถึงใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์และโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จในอนาคต
ทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้าในเส้นทางขนส่งจริง
ไปรษณีย์ไทยจะนำรถบรรทุกไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการไปใช้งานในภารกิจขนส่งจริง เพื่อรวบรวมข้อมูลจากการใช้งานในสภาพแวดล้อมจริง ขณะที่ซีพี โฟตอนจะนำข้อมูลที่ได้จากการทดสอบไปใช้ประกอบการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้งานของผู้ประกอบการในประเทศไทย
ประเด็นที่อยู่ในการศึกษาครอบคลุมทั้งลักษณะการใช้งานของรถ สภาพเส้นทาง และประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ โดยข้อมูลดังกล่าวสามารถใช้ประกอบการประเมินความเหมาะสมของรถบรรทุกไฟฟ้าสำหรับงานขนส่งที่มีระยะทางและรูปแบบการใช้งานแตกต่างกัน
ด้าน OR จะสนับสนุนการใช้งานสถานีชาร์จ EV Station PluZ สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟฟ้าตลอดระยะเวลาการทดสอบ ตามเงื่อนไขของโครงการ
EV Station PluZ ระบุมีสถานีมากกว่า 1,350 แห่ง
OR ระบุว่า ปัจจุบัน EV Station PluZ มีสถานีชาร์จเปิดให้บริการมากกว่า 1,350 แห่ง ครอบคลุม 77 จังหวัด โดยมีสถานีทั้งภายในและภายนอกสถานีบริการ PTT Station และมีการวางสถานีในระยะห่างไม่เกิน 100 กิโลเมตรตามข้อมูลที่บริษัทระบุ เพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในรูปแบบต่าง ๆ
สำหรับโครงการร่วมกับไปรษณีย์ไทยและซีพี โฟตอน ข้อมูลเส้นทางและรูปแบบการใช้งานรถบรรทุกไฟฟ้าจะถูกนำมาใช้ประกอบการศึกษาความต้องการสถานีชาร์จสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีลักษณะการใช้งานแตกต่างจากรถยนต์นั่งทั่วไป ทั้งในด้านระยะทางต่อวัน น้ำหนักบรรทุก และช่วงเวลาการใช้งาน
ทั้ง 3 บริษัทระบุว่าความร่วมมือครั้งนี้เป็นการศึกษาการนำรถบรรทุกไฟฟ้ามาใช้ในงานขนส่งจริง ควบคู่กับการประเมินโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ เพื่อสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในภาคโลจิสติกส์ และเป็นข้อมูลสำหรับการวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคขนส่งในระยะต่อไป โดยสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero Emissions ของแต่ละองค์กร

