
[กรุงเทพฯ] (26 กุมภาพันธ์ 2569) – บมจ. พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) เปิดผลงานปี 2568 มีกำไรสุทธิจำนวน 1,074 ล้านบาท ส่วนรายได้จากการขายและการให้บริการมีจำนวน 224,341 ล้านบาท ขณะที่ EBITDA เติบโตถึง 11.3% YoY รับอานิสงส์ธุรกิจ Non-Oil ที่มีสัดส่วนกำไรขั้นต้น 37.1% หรือ 6,482 ล้านบาท เติบโต 75.7% ชูธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยมีรายได้เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 134.3% จากการขยายสาขามากกว่า 2,000 สาขา และการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) ขณะที่ธุรกิจ Oil ยังคงครองมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 22.0% อย่างแข็งแกร่ง ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจ Non-Oil ปี 2569 อยู่ที่ 30-40% YoY ขณะที่สัดส่วนกำไรขั้นต้นธุรกิจ Non-Oil อยู่ที่ 40-45% กลุ่มสมาชิก PT Max Card, PT Max Card Plus และ PT Max Card Plus EV ยังคงเป็นตัวขับเคลี่อนหลัก ด้านบอร์ดอนุมัติจ่ายปันผลงวดปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท กำหนดจ่าย 15 พ.ค.นี้
นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานงวดปี 2568 (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568) ของบริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 1,074 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1 % YoY และมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 6,899 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.3% YoY ส่วนกำไรขั้นต้นมีจำนวน 17,489 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.4% YoY โดยได้รับปัจจัยหนุนจากธุรกิจ Non-Oil ซึ่งมีกำไรขั้นต้นเติบโต 75.7% YoY ส่งผลให้สัดส่วนกำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Non-Oil เพิ่มขึ้นเป็น 37.1% ของกำไรขั้นต้นรวม จาก 25.0% ในปี 2567 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของพอร์ตธุรกิจที่มีความสมดุลและมีคุณภาพมากขึ้น
รายได้จากการขายและการให้บริการมีจำนวน 224,341 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.7% YoY โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายปลีกเฉลี่ยในธุรกิจ Oil ที่ปรับลดลง ขณะที่ปริมาณจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางยังสามารถรักษาระดับได้ใกล้เคียงกับปีก่อน สะท้อนเสถียรภาพของอุปสงค์และความแข็งแกร่งของฐานลูกค้า ส่วนธุรกิจ Non-Oil เติบโตโดดเด่น โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 31.7% YoY เป็น 23,654 ล้านบาท
ทั้งนี้ได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยที่มีรายได้ 5,309 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 134.3% YoY จากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นปี 2568 มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 2,151 สาขา เพิ่มขึ้น 59.7% YoY เทียบเท่ากับอัตราการขยายมากกว่า 2.2 สาขาต่อวัน รวมถึงการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (Same-Store-Sales) จากการกลับมาใช้บริการของกลุ่มลูกค้าสมาชิกเป็นหลักและแคมเปญทางการตลาดที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนธุรกิจก๊าซ LPG มีรายได้จำนวน 10,337 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.4% YoY เป็นผลมาจากปริมาณการจำหน่ายก๊าซ LPG ผ่านทุกช่องทางที่เติบโต 7.9% YoY เป็น 421 ล้านกิโลกรัม และมีจำนวนสาขาธุรกิจ LPG เพิ่มขึ้น 21.6% YoY เป็น 698 สาขา อย่างไรก็ตามบริษัท ยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มของปริมาณการจัดจำหน่ายก๊าซ LPG ผ่านสถานีบริการเป็นอันดับที่ 1 ในปี 2568
รายได้จากการขายและการให้บริการธุรกิจ Oil ในปี 2568 มีจำนวน 200,687 ล้านบาท ซึ่งบริษัท มีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางรวมทั้งสิ้นประมาณ 6,685 ล้านลิตร ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกผ่านสถานีบริการ PT เป็นหลักอยู่ที่จำนวน 6,569 ล้านลิตร สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าและประสิทธิภาพในการบริหารเครือข่ายสถานีบริการของบริษัท บริษัท ยังคงมีส่วนแบ่งการตลาดผ่านช่องทางค้าปลีกผ่านสถานีบริการ PT เป็น 22.0% และปี 2569 ตั้งเป้าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเติบโตประมาณ 3-5% YoY และคาดว่าจะมีจำนวนสถานีบริการน้ำมันรวมประมาณ 2,309 สถานีภายในปี 2569
นายพิทักษ์ กล่าวว่าปี 2569 บริษัท ตั้งเป้าอัตราการเติบโตของรายได้จากธุรกิจ Non-Oil อยู่ในระดับ 30-40% YoY และรักษาสัดส่วนกำไรขั้นต้นของธุรกิจ Non-Oil ไว้ที่ประมาณ 40-45% ผ่านการบริหารพอร์ตธุรกิจ การควบคุมต้นทุน และการเพิ่มเติมสัดส่วนธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูงอย่างต่อเนื่อง ส่วน EBITDA ตั้งเป้าเติบโต 8-12% YoY
ทั้งนี้ธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยยังคงเป็นธุรกิจที่สำคัญของ Non-Oil โดยปีนี้วางแผนขยายสาขาไม่น้อยกว่า 800 สาขา ควบคู่กับการสร้างฐานลูกค้าใหม่ ขณะเดียวกันได้ต่อยอดพอร์ตธุรกิจอาหารผ่านการเปิดตัวแบรนด์ “ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย” ซึ่งได้เปิดสาขานำร่องแล้ว 3 สาขาในปีที่ผ่านมา และในปี 2569 วางแผนขยายเพิ่มเติมประมาณ 50 สาขา ส่วนธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ ยังคงเดินหน้าขยายต่อเนื่อง อาทิ ธุรกิจ SUBWAY ขณะที่ ธุรกิจ LPG วางเป้าหมายขยายจุดให้บริการรวมเป็นประมาณ 836 จุด โดยการเติบโตยังคงมาจากธุรกิจก๊าซหุงต้มเป็นหลัก ในส่วนของธุรกิจ Non-Oil อื่นๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ Max Mart, ศูนย์ซ่อมบำรุงรถยนต์ และศูนย์บริการ Autobacs, สถานีบริการรูปแบบใหม่ PT GIGA EV และสถานีอัดประจุไฟฟ้า EleX by EGAT PT ยังคงขยายเครือข่ายเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และเพิ่มการเข้าถึงของลูกค้าในระยะยาว
จากผลการดำเนินงานดังกล่าว คณะกรรมการบริษัท จึงได้มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผล สำหรับงวดปี 2568 ให้กับผู้ถือหุ้นเป็นเงินสด ในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท คิดเป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 584.5 ล้านบาท โดยกำหนดให้ผู้ถือหุ้นที่จะมีชื่อปรากฏ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) ในวันที่ 11 มีนาคม 2569 และวันไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 10 มีนาคม 2569 และกำหนดวันจ่ายเงินปันผล ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 โดยการใช้สิทธิดังกล่าวต้องรอการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 24 เมษายน 2569
“ในปี 2568 สะท้อนความสามารถของบริษัทในการรักษาสมดุลระหว่างธุรกิจ Oil ซึ่งเป็นฐานรายได้หลักและการเร่งเติบโตของธุรกิจ Non-Oil ที่มีอัตราการทำกำไรสูงกว่าโดยเฉพาะธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยซึ่งยังคงขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตต่อไป
ขณะเดียวกัน บริษัทมุ่งเสริมความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าผ่านการพัฒนาระบบสมาชิก PT Max Card, PT Max Card Plus และ PT Max Card Plus EV ควบคู่กับการเชื่อมโยงบริการภายใต้ Max World Ecosystem เพื่อเพิ่มความถี่ในการใช้บริการ และสร้างความผูกพันระยะยาวกับลูกค้า โดยมุ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การพักผ่อน การรับประทานอาหาร หรือการดูแลรถยนต์ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัท ในการสร้างความ “อยู่ดี มีสุข” ให้กับผู้บริโภค ผ่านการยกระดับคุณภาพชีวิตและประสบการณ์ในทุกช่วงจังหวะของการใช้ชีวิต”


