
การเปิดตัวมีขึ้นภายในงาน EICMA 2026 หรืองานแสดงรถจักรยานยนต์นานาชาติเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งเปิดรอบสื่อมวลชนระหว่างวันที่ 3-4 พฤศจิกายน และเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมระหว่างวันที่ 5-8 พฤศจิกายน 2569 โดยตระกูล CRF1150L Africa Twin รุ่นปี 2027 ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “Shaped by You. True Adventure for All.” มุ่งยกระดับสมรรถนะและการควบคุมรถให้ตอบโจทย์การเดินทางที่หลากหลาย ทั้งการใช้งานบนถนนลาดยางและเส้นทางออฟโรด
การพัฒนาครั้งนี้เป็นการต่อยอดจาก CRF1100L Africa Twin ด้วยการเพิ่มความจุเครื่องยนต์ ควบคู่กับการลดน้ำหนักชิ้นส่วนและปรับตำแหน่งจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น โดยมีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ CRF1150L Africa Twin, CRF1150L Africa Twin Adventure Sports และ CRF1150L Africa Twin Enduro Sports ซึ่งแต่ละรุ่นได้รับการออกแบบให้มีบุคลิกและจุดเด่นแตกต่างกันตามลักษณะการใช้งาน
CRF1150L Africa Twin รุ่นมาตรฐาน เน้นความสมดุลระหว่างสมรรถนะการขับขี่ออฟโรดและการเดินทางระยะไกล ได้รับการปรับปรุงทั้งเครื่องยนต์ แพลตฟอร์ม และระบบแสดงผลและควบคุมการทำงานของรถ หรือ HMI ให้ใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก อาทิ ชิลด์บังลมหน้าปรับระดับด้วยไฟฟ้า ระบบกันสะเทือน SHOWA EERA™ ที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Honda Skyhook และระบบกุญแจอัจฉริยะ Honda Smart Key
CRF1150L Africa Twin Adventure Sports ออกแบบมาเพื่อการเดินทางระยะไกลโดยเฉพาะ มาพร้อมถังน้ำมันเชื้อเพลิงความจุ 24 ลิตร และล้อหน้าขนาด 19 นิ้ว เพิ่มความเหมาะสมสำหรับการเดินทางบนถนนลาดยาง โดยรุ่นเกียร์ DCT เปิดทางเลือกให้ติดตั้งระบบ Honda SENSING RIDE เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายระหว่างการขับขี่
CRF1150L Africa Twin Enduro Sports รุ่นใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในตระกูล เน้นสมรรถนะการขับขี่ออฟโรด พร้อมระบบกันสะเทือนด้านหน้าและงานออกแบบที่ถ่ายทอดแนวทางมาจาก CRF450 RALLY รถแข่งในรายการดาการ์ แรลลี่ เพื่อรองรับการขับขี่บนเส้นทางทุรกันดาร โดยยังคงความอเนกประสงค์ตามเอกลักษณ์ของ Africa Twin
หัวใจสำคัญของ CRF1150L Africa Twin รุ่นใหม่ คือเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ความจุ 1,131 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 87.5 กิโลวัตต์ ที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 119 นิวตันเมตร ที่ 5,700 รอบต่อนาที
ฮอนด้าเพิ่มความจุเครื่องยนต์ พร้อมปรับอัตราส่วนกำลังอัดและขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกระบอกสูบ รวมถึงพัฒนาระบบไอดี ระบบไอเสีย และอัตราทดเกียร์ให้ทำงานสอดคล้องกัน เพื่อยกระดับการตอบสนองของเครื่องยนต์ เพิ่มอัตราเร่ง และเสริมความสะดวกสบายในการเดินทาง
ด้านโครงสร้าง เฟรมและสวิงอาร์มได้รับการออกแบบใหม่ พร้อมปรับสมดุลความแข็งแกร่งของตัวรถ ส่งผลให้น้ำหนักรวมลดลง 1.4 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและความนุ่มนวลในการขับขี่ ขณะที่ยังคงเอกลักษณ์ด้านรูปลักษณ์ของ Africa Twin ไว้
นอกจากนี้ ยังติดตั้งถังน้ำมันเชื้อเพลิงย่อยไว้ใต้เบาะนั่ง เพื่อช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถ ส่งผลดีต่อการควบคุม โดยเฉพาะในช่วงความเร็วต่ำและการขับขี่บนเส้นทางที่ต้องใช้ความคล่องตัว
ระบบกันสะเทือนได้รับการปรับให้เหมาะสมกับการใช้งานของแต่ละรุ่น โดย CRF1150L Africa Twin Enduro Sports มาพร้อมระบบกันสะเทือนหน้าในสเปกเทียบเท่า CRF450 RALLY เพื่อรองรับการขับขี่ออฟโรดโดยเฉพาะ ส่วน CRF1150L Africa Twin และ CRF1150L Africa Twin Adventure Sports ติดตั้งระบบกันสะเทือนควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ SHOWA EERA™ (SHOWA Electronically Equipped Ride Adjustment) ผลิตโดยบริษัท Astemo จำกัด ทำงานร่วมกับระบบควบคุม Honda Skyhook
ระบบดังกล่าวสามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวของตัวรถแบบเรียลไทม์ และปรับแรงหน่วงของระบบกันสะเทือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ตัวรถกลับมาทรงตัวได้รวดเร็ว ลดการเคลื่อนไหวที่ไม่พึงประสงค์ และเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่
อีกหนึ่งรายละเอียดด้านการออกแบบ คือการติดตั้งตราสัญลักษณ์ “Honda Flagship WING” รูปแบบใหม่ในโทนสีเงินและดำ บริเวณถังน้ำมันเชื้อเพลิงหลักทั้งสองด้าน
CRF1150L Africa Twin รุ่นใหม่รองรับโหมดการขับขี่มาตรฐาน 6 โหมด เพื่อให้ผู้ขับขี่เลือกใช้งานได้ตามสภาพเส้นทางและความต้องการ โดยระบบจะประสานการทำงานของเครื่องยนต์ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ระบบเบรก ABS ระบบเกียร์ DCT และระบบกันสะเทือนควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์
การทำงานร่วมกันของระบบต่าง ๆ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถปรับการตอบสนองของรถให้เหมาะสมได้ตั้งแต่การเดินทางบนถนนลาดยางไปจนถึงการขับขี่บนเส้นทางออฟโรด
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการเปิดตัวครั้งนี้ คือ Honda SENSING RIDE ระบบความปลอดภัยและช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง ซึ่งนำมาใช้เป็นครั้งแรกในรถจักรยานยนต์ฮอนด้า โดยเปิดให้เลือกเป็นอุปกรณ์เสริมใน CRF1150L Africa Twin Adventure Sports รุ่นเกียร์ DCT
ระบบใช้เรดาร์คลื่นมิลลิเมตรที่ติดตั้งบริเวณด้านหน้าและด้านท้ายรถ เพื่อตรวจจับสภาพแวดล้อมโดยรอบ ก่อนประมวลผลร่วมกับข้อมูลของผู้ขับขี่และตัวรถ เพื่อแจ้งเตือนและให้ความช่วยเหลือในการควบคุมรถ รวมถึงสนับสนุนการหลีกเลี่ยงการชน โดยมีฟังก์ชันช่วยขับขี่และระบบแจ้งเตือนครอบคลุมสถานการณ์ต่าง ๆ ดังนี้
ระบบช่วยควบคุมความเร็วและรักษาระยะห่าง
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control (ACC) ช่วยปรับความเร็วให้สัมพันธ์กับรถคันหน้า
- ระบบ ACC with Stop & Go รองรับการชะลอจนหยุดและออกตัวตามสภาพการจราจร
- ระบบ Group Ride Assist ช่วยรักษาระยะห่างขณะขับขี่เป็นกลุ่ม
- ระบบ Distance Assist ช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า
ระบบแจ้งเตือนและช่วยเบรก
- ระบบ Forward Collision Warning (FCW) แจ้งเตือนเมื่อมีความเสี่ยงต่อการชนด้านหน้า
- ระบบ Emergency Brake Assist ช่วยในการเบรกฉุกเฉิน
ระบบตรวจจับและแจ้งเตือนรอบตัวรถ
- ระบบ Blind Spot Information แจ้งเตือนเมื่อมียานพาหนะอยู่ในจุดอับสายตาบริเวณด้านหลังเยื้องข้างตัวรถ
- ระบบ Rear Distance Information แจ้งข้อมูลระยะห่างจากยานพาหนะด้านหลัง
- ระบบ Rear Collision Warning แจ้งเตือนความเสี่ยงต่อการชนจากด้านหลัง
เมื่อทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ DCT (Dual-Clutch Transmission) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ฟังก์ชัน Stop & Go จะช่วยให้รถหยุดและออกตัวได้อย่างนุ่มนวลเมื่อใช้งานระบบ ACC ลดภาระของผู้ขับขี่เมื่อต้องเดินทางในสภาพการจราจรติดขัดหรือใช้งานในเมือง
นอกจากการพัฒนาด้านสมรรถนะและเทคโนโลยีแล้ว รถทั้ง 3 รุ่นยังได้รับการออกแบบให้สะท้อนรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกัน โดยยังคงเอกลักษณ์ของตระกูล Africa Twin ไว้
CRF1150L Africa Twin รุ่นมาตรฐาน เน้นความเรียบง่ายและประโยชน์ใช้สอย ถ่ายทอดบุคลิกบึกบึนผ่านสัดส่วนตัวรถที่ดูแข็งแกร่งและรูปทรงด้านหน้าที่ให้ความรู้สึกพุ่งไปข้างหน้า พร้อมไฟหน้าคู่ดีไซน์ใหม่ที่มีขนาดกะทัดรัดและเฉียบคมขึ้น สานต่อเอกลักษณ์ “Twin Eyes” ที่อยู่คู่กับรถตระกูลนี้มาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รูปทรงโดยรวมยังคงความยกสูงตามสไตล์รถแอดเวนเจอร์ รองรับทั้งการใช้งานบนถนนทั่วไปและเส้นทางออฟโรด
CRF1150L Africa Twin Adventure Sports ปรับการจัดวางโครงสร้างเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงระบบ Honda SENSING RIDE โดดเด่นด้วยชิลด์บังลมหน้าขนาดใหญ่และถังน้ำมันเชื้อเพลิงความจุ 24 ลิตร เพื่อเพิ่มความเหมาะสมสำหรับการเดินทางไกล มาพร้อมเส้นสายตัวถังคมชัดและพื้นผิวที่ให้ความรู้สึกแข็งแกร่ง ผสานภาพลักษณ์หรูหราและสง่างามในแบบรถจักรยานยนต์แอดเวนเจอร์ระดับเรือธง
ส่วน CRF1150L Africa Twin Enduro Sports ถ่ายทอดบุคลิกออฟโรดผ่านงานออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก CRF450 RALLY เน้นเส้นสาย “CRF streamline” ที่ต่อเนื่องตั้งแต่บังโคลนหน้าจนถึงบังโคลนหลัง สร้างภาพลักษณ์สปอร์ตและดุดันตามแนวทางรถแข่งแรลลี่ที่ให้ความสำคัญกับการใช้งานจริง พร้อมคงเอกลักษณ์ของ Africa Twin อย่างชัดเจน
การพัฒนา CRF1150L Africa Twin ยังให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายของรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในการใช้วัสดุที่ยั่งยืน 100% ภายในปี 2050
รถตระกูลนี้นำอะคริลิกที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิลทางเคมีมาใช้ผลิตตราสัญลักษณ์และไฟท้ายเป็นครั้งแรกในรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รวมถึงนำไนลอนที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิลทางเคมีมาใช้ผลิตฝาครอบด้านบนและชิ้นส่วนบริเวณขายึดบังโคลนหลังเป็นครั้งแรกเช่นกัน
นอกจากนี้ ชิลด์บังลมหน้าและแผ่นเบี่ยงลมด้านซ้ายและขวายังผลิตจาก DURABIO™ พลาสติกวิศวกรรมชีวภาพที่ใช้วัตถุดิบจากพืช ขณะที่ชิ้นส่วนแฟริ่งและตัวถังบางส่วนเลือกใช้พลาสติกโพลีโพรพีลีนรีไซเคิลจากผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการใช้งานแล้ว ส่วนโครงฐานเบาะนั่งใช้วัสดุรีไซเคิลจากเศษวัสดุที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต
การเลือกใช้วัสดุดังกล่าวช่วยส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากร ลดการใช้วัตถุดิบใหม่ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยยังคงคำนึงถึงคุณภาพและประสิทธิภาพการใช้งานของตัวรถ
การเปิดตัว CRF1150L Africa Twin ทั้ง 3 รุ่นในงาน EICMA 2026 จึงเป็นการขยายทางเลือกในกลุ่มรถจักรยานยนต์แอดเวนเจอร์ขนาดใหญ่ของฮอนด้า ตั้งแต่รุ่นที่เน้นความสมดุลในการใช้งาน รุ่น Adventure Sports สำหรับการเดินทางไกล ไปจนถึงรุ่น Enduro Sports ที่เพิ่มความสำคัญให้กับการขับขี่ออฟโรด พร้อมนำเทคโนโลยี Honda SENSING RIDE เข้ามาเสริมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ในรถจักรยานยนต์ของแบรนด์
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
- เว็บไซต์: www.thaihonda.co.th
- Facebook: www.facebook.com/hondamotorcyclethailand
- Instagram: www.instagram.com/hondamotorcyclethailand
- TikTok: www.tiktok.com/@hondamotorcycletha
- YouTube: www.youtube.com/HondaMotorcycleTHA




