
ตลาดรถยนต์ภายในประเทศเดือนกันยายน 2569 มียอดขายรวม 55,255 คัน เพิ่มขึ้น 14.28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ยอดขายสะสม 9 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 521,226 คัน เพิ่มขึ้น 16.35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งและ SUV ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มรถกระบะยังเผชิญกับภาวะยอดขายลดลงในบางประเภท
ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากรายงานตลาดรถยนต์ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (The Federation of Thai Industries: FTI) ประกาศ ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2569
สำหรับยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนกันยายน 2569 แบ่งตามประเภทรถยนต์ได้ดังนี้
- รถยนต์นั่งและรถยนต์ SUV (Passenger Car + SUV) มียอดขาย 39,907 คัน เพิ่มขึ้น 25.80% เมื่อเทียบกับเดือนกันยายนปีก่อน
- รถกระบะ 1 ตัน (Pickup 1 Ton) มียอดขาย 5,003 คัน ลดลง 11.50%
- รถกระบะดับเบิลแค็บ มียอดขาย 5,106 คัน ลดลง 4.95%
ทั้งนี้ ยอดขาย Pickup 1 Ton เป็นยอดรวมจากรถกระบะตอนเดียว (B-Cab) และรถกระบะตอนครึ่ง (C-Cab)
ภาพรวมตลาดรถยนต์ในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2569 มียอดขายสะสม 521,226 คัน เพิ่มขึ้น 16.35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยแบ่งตามประเภทรถยนต์ได้ดังนี้
- รถยนต์นั่งและรถยนต์ SUV มียอดขาย 366,910 คัน เพิ่มขึ้น 27.23%
- รถกระบะ 1 ตัน มียอดขาย 47,552 คัน ลดลง 16.11%
- รถกระบะดับเบิลแค็บ มียอดขาย 53,681 คัน เพิ่มขึ้น 7.60%
ด้านบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานยอดขายรถยนต์ในเดือนกันยายน 2569 จำนวน 18,706 คัน เพิ่มขึ้น 1.27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมี Eco Segment ซึ่งประกอบด้วย Toyota Yaris และ Yaris ATIV เป็นกลุ่มที่มียอดขาย 5,927 คัน เพิ่มขึ้น 6.22% ขณะที่กลุ่ม Pure Pick Up มียอดขาย 5,518 คัน ลดลง 2.99%
ส่วนยอดขายสะสม 9 เดือนแรกของปี โตโยต้ามียอดขายรวม 172,913 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 33.17% เติบโต 3.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่ม Pure Pick Up ซึ่งประกอบด้วย Hilux Travo, Hilux Revo และ Hilux Champ มียอดขาย 54,259 คัน เติบโต 4.45% ขณะที่ Eco Segment จาก Toyota Yaris และ Yaris ATIV มียอดขาย 52,804 คัน เติบโต 19.26%

คุณศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ประเมินแนวโน้มตลาดรถยนต์เดือนตุลาคม 2569 ว่า ตลาดมีแนวโน้มปรับตัวลดลงตามดัชนีทางฤดูกาล (Seasonal Index) ประกอบกับสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อรถยนต์ออกไป
สำหรับโตโยต้า สถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและการขนส่งชิ้นส่วน ทำให้โรงงานต้องหยุดการผลิตตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2569 ก่อนกลับมาเปิดดำเนินการผลิตอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2569 อย่างไรก็ตาม การส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าอาจเกิดความล่าช้าในระยะสั้น บริษัทฯ จึงเร่งประสานงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กระบวนการผลิตและส่งมอบรถยนต์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด พร้อมลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกค้า
นอกจากนี้ โตโยต้ายังเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยแบบครบวงจร ภายใต้แนวทาง “Toyota Trusted Journey” เพื่อสร้างความมั่นใจและดูแลลูกค้าในสถานการณ์ดังกล่าว โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.toyota.co.th/news/Toyota-Trusted-Journey-Flood-Support-Promotion
ขณะเดียวกัน โตโยต้ายังคงให้ความสำคัญกับศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตยานยนต์ โดยเตรียมเดินหน้าโครงการผลิตรถกระบะพลังงานไฮโดรเจน Fuel Cell Electric Vehicle (FCEV) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อรองรับการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศในปี 2570 สะท้อนทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์พลังงานทางเลือก ควบคู่กับการเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในตลาดโลก
ทั้งนี้ ภาพรวมตลาดรถยนต์ 9 เดือนแรกของปี 2569 ยังคงเติบโตจากแรงหนุนของกลุ่มรถยนต์นั่งและ SUV ขณะที่ตลาดรถกระบะยังมีความแตกต่างด้านทิศทางยอดขายในแต่ละประเภท โดยแนวโน้มในช่วงไตรมาสสุดท้ายยังต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ กำลังซื้อ และผลกระทบจากอุทกภัยที่อาจมีต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ของผู้บริโภค
ที่มา: สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) ประกาศข้อมูล ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2569
เว็บไซต์: https://fti.or.th/news/1717

